สำหรับสารฟลาโวนไกลโคไซด์ (Flavonoid Glycosides) ที่พบในพืชสมุนไพรแปะก๊วยนี้ ในทางเคมีเราพบว่ามีชนิดที่สำคัญ ๆ อยู่ 3 ชนิด คือ
1.สารประกอบ คเวอร์เซดิน (Quercetin)สารประกอบ แคมเฟอร์โรล (Kaempferol)
2.สารประกอบ ไอโซแรมเนติน (Isorhamnetin)
ฟลาโวนไกลโคไซด์จากที่ได้จากพืชสมุนไพรแปะก๊วย ให้ผลในการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นเช่นเดี่ยวกันกับฟลาโวนอยด์ที่ได้จากพืชอื่น ๆ แต่พบสว่าฟลาโวนไกลโคไซด์จากสมุนไพรแปะก๊วยนี้ จะให้ผลด้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นดีกว่าสารเบต้าแคโรทีน (Betacarotene) ซึ่งเป็นสารต้นตอวิตามินเอ (Vitamin A precursor) และดีกว่าผลที่ได้จากวิตามินอี (Vitamin E) หากรับประทานสมุนไพรแปะก๊วยติดต่อกันมากกว่า 14 - 15 วัน
สารเทอร์ปีนแลคโตน คืออะไร
สารเทอร์ปีนแลคโตน (Terpine Lactone) เป็นสารเคมีอีกกลุ่มหนึ่งที่พบได้ในพืชหลายชนิดเช่นกัน (Phytochemicals) สารเทอร์ปีนแลคโตนที่พบในสมุนไพรแปะก๊วย มีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
กลุ่มที่ 1 คือ สารในกลุ่มสารไบโลบาไลด์ (Bilobalides)
กลุ่มที่ 2 คือ สารในกลุ่มสารกิงโกไลด์ (Ginkgolides) ซึ่งพบอยู่ 4 ชนิด คือ กิงโกไลด์ เอ, บี, ซีและกิงโกไลด์ เจ (Ginkgolide A, B, C and J )ซึ่งสารทั้งหมดถูกค้นพบและสามารถแยกออกจากสารสกัดจากพืชสมุนไพรแปะก๊วย โดยนักเคมีชาวเยอรมันเมื่อ ค.ศ. 1987
ในการทดสอบทางการแพทย์ก็พบว่า สารในกลุ่มของเทอร์ปีนแลคโตนนี้ให้ผลในการลดการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือดได้เช่นเดียวกันกับสารในกลุ่มของฟลาโวนไกลโคไซด์
นอกจากนี้พบว่าสารเทอร์ปีนแลคโตนที่ได้จากแปะก๊วยนี้ยังให้ผลช่วยปรับปรุงความบกพร่องในการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตที่นำเลือดไปหล่อเลี้ยงระบบสมอง (Brain System) และยังช่วยนำสารอาหารทั้งก๊าซออกซิเจน (Oxygen) และน้ำตาลกลูโคส (Glucose) เข้าเซลล์ได้รวดเร็วขึ้น ทำให้เซลล์สามารถสร้างพลังงานได้อย่างทันท่วงที และโดยปกติเราพบว่าเซลล์สมองเป็นเซลล์ที่มีขบวนการในการใช้พลังงานสูงมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ก๊าซออกซิเจนและน้ำตาลกลูโคสอยู่ตลอดเวลา หากเกิดการขาดด้วยสาเหตุปัจจัยใด ๆ ก็ตาม ก็อาจจะทำให้สมองนั้นเกิดความบกพร่องหรือเกิดการตายได้ ให้ผลในการป้องกันการทำลายหรือความเสียหายของเซลล์สมอง อันมีสาเหตุเนื่องมาจากการขาดอ๊อกซิเจนและยังให้ผลในการช่วยปรับปรุงความทรงจำ ปรับปรุงสุขภาพทางจิตและลดความเสี่ยงต่อภาวะความจำเสื่อมได้
สารไบโลบาไลด์และสารกิงโกไลด์ (Bilobalides and Ginkgolides) นี้ เป็นสารเคมีที่พบได้เฉพาะในสมุนไพรแปะก๊วยเท่านั้น และถ้าเรามาพิจารณาดูจากสูตรโครงสร้างทางเคมีของสาร 3 ชนิด คือ กิงโกไลด์ เอ, บี, และ ซี (Ginkgolides A, B and C ) จะพบว่ามีลักษณะของสูตรโครงสร้างที่เฉพาะเจาะจงที่ไม่เคยมีใครพบในพืชชนิดอื่น ๆ เลย ลักษณะของสูตรโครงสร้างของกิงโกไลด์ทั้งหมดจะเป็นเหมือนกรงขัง (Cages) 3 มิติ ซึ่งเป็นสูตรโครงสร้างที่ไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเลียนแบบได้ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ นักเคมีเชื่อกันว่าถึงแม้จะให้นักเคมีที่เก่งที่สุดในโลกทำการสังเคราะห์สารกิงโกไลด์นี้ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์เคมีสมัยใหม่ ด้วยเครื่องมือที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ก็เชื่อว่าจะไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าทึ่งที่เราได้สารดังกล่าวจากธรรมชาติและอาจเป็นสิ่งที่บอกเราได้ว่า เหตุใดโรคบางโรคเราจึงไม่สามารถทำการรักษาได้ด้วยสารสังเคราะห์ทางเคมีแผนปัจจุบัน แต่สามารถรักษาได้ด้วยผลิตผลหรือสารที่ได้จากธรรมชาติเท่านั้น
จากการที่เราทราบว่าสมุนไพรแปะก๊วยเป็นสมุนไพรที่ให้สารสำคัญอยู่ 2 กลุ่ม คือ ฟลาโวนไกลโคไซด์ และเทอร์ปีนแลคโตน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองต่อไป จนพบว่าสารทั้ง 2 นี้ให้ผลการทำงานคล้ายกันในแง่ของการเป็นสารต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Antioxidants) ที่ดีในร่างกายของคนเรา ทำให้แปะก๊วยมีผลในการป้องกันความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย
 |
อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่าปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Antioxidants) คือปฏิกิริยาที่เกิดระหว่างก๊าซออกซิเจน (Oxygen) ที่สูญเสียอิเล็คตรอนจากการชนกับโมเลกุลของสารอื่น ๆ จนทำให้ตนเองไม่เสถียร ซึ่งเราเรียกโมเลกุลของออกซิเจนขณะนั้นว่า อนุมูลอิสระ (Free Radicals) กับสารที่มีประจุไฟฟ้าเป็นลบ เช่น กรดไขมันทีอยู่ที่เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane) ทำให้เซลล์เกิดการตายหรือเสื่อม ดังนั้นหากเราสามารถทำให้อนุมูลอิสระที่ล่องลอยอยู่ในร่างกายเปลี่ยนเป็นโมเลกุลที่เสถียรขึ้น ก็จะทำให้ไม่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นนั้นคือ หากเราเพียงแต่เติมอิเล็คตรอนที่ออกซิเจนตามปกติที่เสถียรได้ และทำให้ไม่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่มีผลทำลายเซลล์ขึ้นอีก และเราก็พบว่าสารสำคัญที่ได้จากสมุนไพรแปะก๊วยทั้ง 2 นี้ มีคุณสมบัติที่สามารถให้อิเล็คตรอนกับโมเลกุลของอนุมูลอิสระที่เกิดจากก๊าซออกซิเจนดังกล่าวได้อย่างดีเยี่ยม สารทั้ง 2 จึงให้ผลในกาต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นอย่างที่กล่าวข้างต้นได้นั่นเอง |
และจากคุณสมบัติของสารสำคัญทั้ง 2 ที่สามารถต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ดีนั้น ทำให้สารทั้ง 2 นี้เอง ที่ให้สรรพคุณในการป้องกันความเสี่ยงหรือให้ผลในการรักษาโรคและความบกพร่องของร่างกายที่มีสาเหตุมาจากการทำลายเซลล์โดยอนุมูลอิสระ (Free Radicals) หรือปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation Reaction) ได้ และผลที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางการแพทย์ของสารสำคัญทั้ง 2 จากแปะก๊วย คือประสิทธิภาพที่เป็นเลิศในการยับยั้งการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือดภายในเส้นเลือด ทำให้ลดปัญหาการอุดตันของหลอดเลือดอย่างได้ผล ซึ่งการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือดนั้น อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าเป็นสาเหตุของโรคหรือความบกพร่องต่าง ๆ ในร่างกายได้มากมายหลายชนิดเลยทีเดียว
นอกจากคุณสมบัติในการเป็นสารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่ดีเลิศของสารสำคัญทั้ง 2 ที่ได้จากสมุนไพรแปะก๊วยแล้วเราพบว่าสารในกลุ่มของเทอร์ปีนแลคโตน (Terpine Lactones) ยังมีคุณสมบัติหรือความสามารถในการนำพาสารอาหารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซออกซิเจน น้ำตาลกลูโคส เกลือแร่ วิตามิน หรือกรดอะมิโนจากระบบไหลเวียนโลหิตเข้าสู่เนื้อเยื่อ เพื่อนำไปใช้สร้างพลังงานและขบวนการสันดาป (Metabolism) ภายในเซลล์หรือเนื้อเยื่อมีประสิทธิภาพดีขึ้น และเพียงพอกับความต้องการของเซลล์
ในทางการแพทย์เราพบว่าเซลล์ของอวัยวะสมองที่เราเรียกว่าเซลล์ประสาทสมองนั้น เป็นเซลล์ที่ต้องการใช้พลังงานอยู่ตลอดเวลาและต้องการพลังงานในปริมาณสูงกว่าเซลล์ของอวัยวะอื่นๆ มักเกิดปัญหาเรื่องของสารอาหารที่จะนำมาสร้างเป็นพลังงานภายในเซลล์ไม่เพียงพอซึ่งอาจเนื่องด้วยปัจจัยหลาย ๆ สาเหตุ และหากมีการขาดสารอาหารโดยเฉพาะก๊าซออกซิเจนและน้ำตาลกลูโคสเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้เกิดภาวะเซลล์ประสาทเสื่อมหรือภาวะเซลล์ประสาทโดยทำลายจนเกิดภาวะความจำเสื่อม (Alzheimer’s Disease) ตามมาได้ ซึ่งในทางการแพทย์เราพบว่าภาวะดังกล่าวจะมีอุบัติการณ์ในการเกิดมากขึ้นในผู้สูงอายุ และด้วยคุณสมบัติพิเศษของสารเทอร์ปีนแลคโตนที่ได้จากแปะก๊วยนี้เองที่ทกให้แปะก๊วยมีคุณสมบัติป้องกันความเสี่ยงของการเกิดภาวะความจำเสื่อมและมีผลการทดลองหลายสถาบันยังยืนยันว่า แปะก๊วยสามารถฟื้นฟูสภาพความเสื่อมของสมองได้อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย
กล่าวโดยสรุปสรรพคุณจากผลการวิจัยของสารสกัดที่ได้จากสมุนไพรแปะก๊วยที่รวบรวมได้จากวารสารทางวิชาการทั่วโลก มีดังนี้
1. ป้องกันภาวะความจำเสื่อม (Alzheimer’s Disease)
2. ป้องกันภาวะผนังหลอดเลือดเกิดการแข็งตัว (Atherosclerosis)
3. ป้องกันภาวะเลือดไปเลี้ยงเซลล์สมองไม่เพียงพอ (Cerebrovascular Insufficiency)
4. ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Congestive Heart Failure)
5. ป้องกันภาวะซึมเศร้า (Depression)
6. ป้องกันภาวะเบาหวาน (Diabetes)
7. ป้องกันภาวะหมันในเพศชาย (Impotence / Infertility Male)
8. ป้องกันภาวะไมเกรน (Migrain)
9. ป้องกันหูหนวก (Tinnitus)
10 ป้องกันภาวะประสาทตาเสื่อมหรือโดนทำลาย (Retinopathy)
11. ป้องกัน โรคMultiple Sclerosis
12. ป้องกันภาวะกล้ามเนื้ออักเสบ (Intermittent Claudication)
13. ป้องกันภาวะความเสื่อมของเซลล์ของดวงตา Macular Degeneration
14. Raynaud’s Phenomenon
Next >>>