แปะก๊วย (Ginkgo Biloba)
สมุนไพรแปะก๊วยมีประวัติการใช้ ประโยชน์ในสรรพคุณทางการรักษาหรือทางยาสำหรับคนเรามานานแสนนาน คนในแถบเอเชียได้กล่าวขานถึงสรรพคุณของแปะก๊วยกันมาเป็นเวลานานมากกว่า 1000 ปีแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มคนจีนที่เชื่อกันมานานมาก แปะก๊วยเป็นสมุนไพรที่ให้ผลในการปรับปรุงความบกพร่องและบำรุงสุขภาพของระบบไหลเวียนโลหิต (Circulatory System) ระบบความทรงจำหรือสมอง (Memory System) และระบบทางเดินหายใจ (Respiratory System)

ปัจจุบันมีการวิจัยสารสำคัญในสมุนไพรแปะก๊วยกันอย่างกว้างขวางในวงการวิทยาศาสตร์ ทำให้ทราบรายละเอียดว่าสมุนไพรแปะก๊วย หรือกิงโก้ บิโลบา (Ginkgo Biloba) จะให้สารสำคัญกลุ่มใหญ่ ๆ 2 กลุ่ม คือ สารในกลุ่มของไกลโคไซด์ (Glycosides) ที่มีชื่อเฉพาะว่ากิงโก้ ฟลาโวน ไกลโคไซด์ (Ginkgo Flavone Glycosides) และสารในกลุ่มของเทอร์ปีนแลคโตน (TerpineLactone) และสารทั้งสองชนิดนี้เองที่พบว่าเป็นสารสำคัญที่ให้สรรพคุณต่าง ๆ นานากับร่างกายของเรา นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าสารทั้งสองชนิดนี้มักจะอยู่ร่วมกันในอัตราส่วนที่เหมาะสมเสมอทั้งนี้พบว่าสารสำคัญทั้งสองชนิดจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการทำงานของซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี หากมีอัตราส่วนของสารกิงโก้ฟลาโวนไกลโคไซด์ อยู่ที่ประมาณ 22 ถึง 27 เปอร์เซ็นต์ และมีสารเทอร์ปีนแลคโตนอยู่ประมาณ 5 ถึง 7 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นข้อสังเกตอันหนึ่งขณะที่ท่านจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสมุนไพรแปะก๊วยควรจะดูว่ามีสารสำคัญทั้ง 2 ชนิดนี้อยู่ในอัตราส่วนดังกล่าวก็จะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ดีมีประสิทธิภาพสูง

- ฟลาโวนไกลโคไซด์ (Flavone Glycosides) ประมาณ 21 ถึง 27 เปอร์เซ็นต์ ของสารสำคัญทั้งหมด

- เทอร์ปีนแคลโตน (Terpine Lactones) ประมาณ 5 ถึง 7 เปอร์เซ็นต์ ของสารสำคัญทั้งหมด

 

 

 

 

สำหรับสารฟลาโวนไกลโคไซด์ (Flavonoid Glycosides) ที่พบในพืชสมุนไพรแปะก๊วยนี้ ในทางเคมีเราพบว่ามีชนิดที่สำคัญ ๆ อยู่ 3 ชนิด คือ
1.
สารประกอบ คเวอร์เซดิน (Quercetin)
สารประกอบ แคมเฟอร์โรล (Kaempferol)
2.
สารประกอบ ไอโซแรมเนติน (Isorhamnetin)

ฟลาโวนไกลโคไซด์จากที่ได้จากพืชสมุนไพรแปะก๊วย ให้ผลในการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นเช่นเดี่ยวกันกับฟลาโวนอยด์ที่ได้จากพืชอื่น ๆ แต่พบสว่าฟลาโวนไกลโคไซด์จากสมุนไพรแปะก๊วยนี้ จะให้ผลด้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นดีกว่าสารเบต้าแคโรทีน (Betacarotene) ซึ่งเป็นสารต้นตอวิตามินเอ (Vitamin A precursor) และดีกว่าผลที่ได้จากวิตามินอี (Vitamin E) หากรับประทานสมุนไพรแปะก๊วยติดต่อกันมากกว่า 14 - 15 วัน

สารเทอร์ปีนแลคโตน คืออะไร
สารเทอร์ปีนแลคโตน (Terpine Lactone) เป็นสารเคมีอีกกลุ่มหนึ่งที่พบได้ในพืชหลายชนิดเช่นกัน (Phytochemicals) สารเทอร์ปีนแลคโตนที่พบในสมุนไพรแปะก๊วย มีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

กลุ่มที่ 1 คือ สารในกลุ่มสารไบโลบาไลด์ (Bilobalides)

กลุ่มที่ 2 คือ สารในกลุ่มสารกิงโกไลด์ (Ginkgolides) ซึ่งพบอยู่ 4 ชนิด คือ กิงโกไลด์ เอ, บี, ซีและกิงโกไลด์ เจ (Ginkgolide A, B, C and J )ซึ่งสารทั้งหมดถูกค้นพบและสามารถแยกออกจากสารสกัดจากพืชสมุนไพรแปะก๊วย โดยนักเคมีชาวเยอรมันเมื่อ ค.ศ. 1987

ในการทดสอบทางการแพทย์ก็พบว่า สารในกลุ่มของเทอร์ปีนแลคโตนนี้ให้ผลในการลดการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือดได้เช่นเดียวกันกับสารในกลุ่มของฟลาโวนไกลโคไซด์

นอกจากนี้พบว่าสารเทอร์ปีนแลคโตนที่ได้จากแปะก๊วยนี้ยังให้ผลช่วยปรับปรุงความบกพร่องในการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตที่นำเลือดไปหล่อเลี้ยงระบบสมอง (Brain System) และยังช่วยนำสารอาหารทั้งก๊าซออกซิเจน (Oxygen) และน้ำตาลกลูโคส (Glucose) เข้าเซลล์ได้รวดเร็วขึ้น ทำให้เซลล์สามารถสร้างพลังงานได้อย่างทันท่วงที และโดยปกติเราพบว่าเซลล์สมองเป็นเซลล์ที่มีขบวนการในการใช้พลังงานสูงมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ก๊าซออกซิเจนและน้ำตาลกลูโคสอยู่ตลอดเวลา หากเกิดการขาดด้วยสาเหตุปัจจัยใด ๆ ก็ตาม ก็อาจจะทำให้สมองนั้นเกิดความบกพร่องหรือเกิดการตายได้ ให้ผลในการป้องกันการทำลายหรือความเสียหายของเซลล์สมอง อันมีสาเหตุเนื่องมาจากการขาดอ๊อกซิเจนและยังให้ผลในการช่วยปรับปรุงความทรงจำ ปรับปรุงสุขภาพทางจิตและลดความเสี่ยงต่อภาวะความจำเสื่อมได้

สารไบโลบาไลด์และสารกิงโกไลด์ (Bilobalides and Ginkgolides) นี้ เป็นสารเคมีที่พบได้เฉพาะในสมุนไพรแปะก๊วยเท่านั้น และถ้าเรามาพิจารณาดูจากสูตรโครงสร้างทางเคมีของสาร 3 ชนิด คือ กิงโกไลด์ เอ, บี, และ ซี (Ginkgolides A, B and C ) จะพบว่ามีลักษณะของสูตรโครงสร้างที่เฉพาะเจาะจงที่ไม่เคยมีใครพบในพืชชนิดอื่น ๆ เลย ลักษณะของสูตรโครงสร้างของกิงโกไลด์ทั้งหมดจะเป็นเหมือนกรงขัง (Cages) 3 มิติ ซึ่งเป็นสูตรโครงสร้างที่ไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเลียนแบบได้ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ นักเคมีเชื่อกันว่าถึงแม้จะให้นักเคมีที่เก่งที่สุดในโลกทำการสังเคราะห์สารกิงโกไลด์นี้ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์เคมีสมัยใหม่ ด้วยเครื่องมือที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ก็เชื่อว่าจะไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าทึ่งที่เราได้สารดังกล่าวจากธรรมชาติและอาจเป็นสิ่งที่บอกเราได้ว่า เหตุใดโรคบางโรคเราจึงไม่สามารถทำการรักษาได้ด้วยสารสังเคราะห์ทางเคมีแผนปัจจุบัน แต่สามารถรักษาได้ด้วยผลิตผลหรือสารที่ได้จากธรรมชาติเท่านั้น

จากการที่เราทราบว่าสมุนไพรแปะก๊วยเป็นสมุนไพรที่ให้สารสำคัญอยู่ 2 กลุ่ม คือ ฟลาโวนไกลโคไซด์ และเทอร์ปีนแลคโตน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองต่อไป จนพบว่าสารทั้ง 2 นี้ให้ผลการทำงานคล้ายกันในแง่ของการเป็นสารต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Antioxidants) ที่ดีในร่างกายของคนเรา ทำให้แปะก๊วยมีผลในการป้องกันความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย

อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่าปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Antioxidants) คือปฏิกิริยาที่เกิดระหว่างก๊าซออกซิเจน (Oxygen) ที่สูญเสียอิเล็คตรอนจากการชนกับโมเลกุลของสารอื่น ๆ จนทำให้ตนเองไม่เสถียร ซึ่งเราเรียกโมเลกุลของออกซิเจนขณะนั้นว่า อนุมูลอิสระ (Free Radicals) กับสารที่มีประจุไฟฟ้าเป็นลบ เช่น กรดไขมันทีอยู่ที่เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane) ทำให้เซลล์เกิดการตายหรือเสื่อม ดังนั้นหากเราสามารถทำให้อนุมูลอิสระที่ล่องลอยอยู่ในร่างกายเปลี่ยนเป็นโมเลกุลที่เสถียรขึ้น ก็จะทำให้ไม่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นนั้นคือ หากเราเพียงแต่เติมอิเล็คตรอนที่ออกซิเจนตามปกติที่เสถียรได้ และทำให้ไม่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่มีผลทำลายเซลล์ขึ้นอีก และเราก็พบว่าสารสำคัญที่ได้จากสมุนไพรแปะก๊วยทั้ง 2 นี้ มีคุณสมบัติที่สามารถให้อิเล็คตรอนกับโมเลกุลของอนุมูลอิสระที่เกิดจากก๊าซออกซิเจนดังกล่าวได้อย่างดีเยี่ยม สารทั้ง 2 จึงให้ผลในกาต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นอย่างที่กล่าวข้างต้นได้นั่นเอง

และจากคุณสมบัติของสารสำคัญทั้ง 2 ที่สามารถต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ดีนั้น ทำให้สารทั้ง 2 นี้เอง ที่ให้สรรพคุณในการป้องกันความเสี่ยงหรือให้ผลในการรักษาโรคและความบกพร่องของร่างกายที่มีสาเหตุมาจากการทำลายเซลล์โดยอนุมูลอิสระ (Free Radicals) หรือปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation Reaction) ได้ และผลที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางการแพทย์ของสารสำคัญทั้ง 2 จากแปะก๊วย คือประสิทธิภาพที่เป็นเลิศในการยับยั้งการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือดภายในเส้นเลือด ทำให้ลดปัญหาการอุดตันของหลอดเลือดอย่างได้ผล ซึ่งการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือดนั้น อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าเป็นสาเหตุของโรคหรือความบกพร่องต่าง ๆ ในร่างกายได้มากมายหลายชนิดเลยทีเดียว

นอกจากคุณสมบัติในการเป็นสารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่ดีเลิศของสารสำคัญทั้ง 2 ที่ได้จากสมุนไพรแปะก๊วยแล้วเราพบว่าสารในกลุ่มของเทอร์ปีนแลคโตน (Terpine Lactones) ยังมีคุณสมบัติหรือความสามารถในการนำพาสารอาหารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซออกซิเจน น้ำตาลกลูโคส เกลือแร่ วิตามิน หรือกรดอะมิโนจากระบบไหลเวียนโลหิตเข้าสู่เนื้อเยื่อ เพื่อนำไปใช้สร้างพลังงานและขบวนการสันดาป (Metabolism) ภายในเซลล์หรือเนื้อเยื่อมีประสิทธิภาพดีขึ้น และเพียงพอกับความต้องการของเซลล์

ในทางการแพทย์เราพบว่าเซลล์ของอวัยวะสมองที่เราเรียกว่าเซลล์ประสาทสมองนั้น เป็นเซลล์ที่ต้องการใช้พลังงานอยู่ตลอดเวลาและต้องการพลังงานในปริมาณสูงกว่าเซลล์ของอวัยวะอื่นๆ มักเกิดปัญหาเรื่องของสารอาหารที่จะนำมาสร้างเป็นพลังงานภายในเซลล์ไม่เพียงพอซึ่งอาจเนื่องด้วยปัจจัยหลาย ๆ สาเหตุ และหากมีการขาดสารอาหารโดยเฉพาะก๊าซออกซิเจนและน้ำตาลกลูโคสเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้เกิดภาวะเซลล์ประสาทเสื่อมหรือภาวะเซลล์ประสาทโดยทำลายจนเกิดภาวะความจำเสื่อม (Alzheimer’s Disease) ตามมาได้ ซึ่งในทางการแพทย์เราพบว่าภาวะดังกล่าวจะมีอุบัติการณ์ในการเกิดมากขึ้นในผู้สูงอายุ และด้วยคุณสมบัติพิเศษของสารเทอร์ปีนแลคโตนที่ได้จากแปะก๊วยนี้เองที่ทกให้แปะก๊วยมีคุณสมบัติป้องกันความเสี่ยงของการเกิดภาวะความจำเสื่อมและมีผลการทดลองหลายสถาบันยังยืนยันว่า แปะก๊วยสามารถฟื้นฟูสภาพความเสื่อมของสมองได้อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย

กล่าวโดยสรุปสรรพคุณจากผลการวิจัยของสารสกัดที่ได้จากสมุนไพรแปะก๊วยที่รวบรวมได้จากวารสารทางวิชาการทั่วโลก มีดังนี้
1. ป้องกันภาวะความจำเสื่อม (Alzheimer’s Disease)
2. ป้องกันภาวะผนังหลอดเลือดเกิดการแข็งตัว (Atherosclerosis)
3. ป้องกันภาวะเลือดไปเลี้ยงเซลล์สมองไม่เพียงพอ (Cerebrovascular Insufficiency)
4. ป้องกัน
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Congestive Heart Failure)
5. ป้องกัน
ภาวะซึมเศร้า (Depression)
6. ป้องกัน
ภาวะเบาหวาน (Diabetes)
7. ป้องกัน
ภาวะหมันในเพศชาย (Impotence / Infertility Male)
8. ป้องกัน
ภาวะไมเกรน (Migrain)
9. ป้องกัน
หูหนวก (Tinnitus)
10 ป้องกัน
ภาวะประสาทตาเสื่อมหรือโดนทำลาย (Retinopathy)
11. ป้องกัน โรค
Multiple Sclerosis
12. ป้องกัน
ภาวะกล้ามเนื้ออักเสบ (Intermittent Claudication)
13. ป้องกัน
ภาวะความเสื่อมของเซลล์ของดวงตา Macular Degeneration
14.
Raynaud’s Phenomenon

                                                                                                           Next >>>

COPYRIGHT 2005 ++SCHUMIT 1967++ ALL RIGHTS RESERVED. CREATED & DESIGNED BY : THAIWEBGURU